ช่วงนี้เชียงรายอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวก็ฝน ไม่แปลกที่จะเห็นคนไข้เป็นหวัด มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ มาหาหมออยู่เนืองเนือง แล้วคุณทราบหรือไม่คะ เราสามารถดูแลตัวเองในขณะที่เป็นไข้หวัดได้ง่ายๆ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า ไข้หวัดคืออะไร

ไข้หวัดคือการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบน อาการส่วนใหญ่มักมีน้ำมูก ไอ จาม เมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย บางรายมีไข้ และเจ็บคอร่วมด้วย โดยมากหายเองได้ และมักมีอาการประมาณ 3-7 วัน ต้องแยกกับโรคที่มีอาการคล้ายกันดังนี้

  1. โรคภูมิแพ้ ต่างกันที่ภูมิแพ้ทักเป็นเรื้อรังไม่หายสักที เด่นที่น้ำมูกไหล ไม่ค่อยมีเมื่อยตัวหรือมีไข้ เหมือนไข้หวัด แต่ที่มีมากกว่าไข้หวัดคืออาการคัน ทั้งคันจมูก คันเพดานปากด้านหลัง และคันตา
  2. โรคต่อมทอลซิลอักเสบ ซึ่งมักจะเด่นเรื่องเจ็บคอ มีไข้ แต่ไม่ค่อยมีน้ำมูกเหมือนไข้หวัด อย่างไรก็ตามในคนที่เป็นไข้หวัด มาก่อนก็อาจเป็นโรคต่อมทอลซิลอักเสบแทรกซ้อนตามมาได้
  3. โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น อาการของโรคกลุ่มนี้จะเด่นที่ไข้ ไอ และเหนื่อย

จะดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นไข้หวัด

อย่างที่หมอย้ำตั้งแต่ต้นว่าไข้หวัดมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส และไวรัสโดยมากก็ไม่ได้มียาที่สามารถฆ่าให้ตายเหมือนเชื้อแบคทีเรีย เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด คือรอให้ภูมิคุ้มกันของเราจัดการกำจัดเชื้อไวรัสออกไปเอง แต่เราสามารถช่วยภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานดีขึ้นได้โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ จิบน้ำ(อุณหภูมิห้อง) บ่อยๆ รักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเสมอ เมื่อภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี เชื้อไวรัสก็จะถูกกำจัดได้เร็วขึ้น ส่วนอาการอื่นๆ ที่ทำให้ทรมานก็กินยาบรรเทาไปตามอาการ เช่น มีไข้ก็กินยาลดไข้ มีน้ำมูกหายใจไม่ออกก็กินยาลดน้ำมูกหรือยากลุ่มยาแก้แพ้ มีไอก็กินยาแก้ไอ เป็นต้น

เมื่อไหร่ต้องไปพบแพทย์

  1. หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นเป็นไข้หวัดหรือไม่ หรือ สงสัยว่าจะเป็นโรคอื่น
  2. หากมีไข้สูง หายใจหอบ ผิวมีสีม่วง เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  3. หากดูแลตัวเองอย่างดี กินยาลดไข้และพักผ่อน 2-3 วันแล้ว ไม่มีแนวโน้มดีขึ้น หรือมีอาการนานเกิน 7 วัน
  4. หากมีอาการรุนแรงขึ้นเช่น กลืนลำบาก หูอื้อ ปวดหูหรือการได้ยินลดลง ไออย่างรุนแรง เจ็บหน้าอก ซึม เพลีย เหนื่อยง่าย

ไปพบแพทย์เพื่ออะไร บางทีไปแล้วหมอก็ให้แต่พาราเหมือนเดิม?

จุดประสงค์หลักของการพบแพทย์คือ การให้คุณหมอถามประวัติ ตรวจร่างกายเพื่อประเมินยืนยันว่าคุณป่วยเป็นไข้หวัดจริง และมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรับการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ และให้การรักษาเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกถ้ายังไม่มีอาการที่น่าสงสัย หรือยังตรวจไม่พบภาวะแทรกซ้อน คุณก็จะได้ยารักษาตามอาการมากินต่อ

คำเตือน

ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือที่มักเรียกกันผิดๆว่ายาแก้อักเสบ) หากยังไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

ย้ำกันอีกที

ไข้หวัดหายเองได้นะคะ เพียงแต่ต้องให้เวลาภูมิคุ้มกันเรานิด ช่วยภูมิคุ้มกันเราหน่อย เท่านั้นเองค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้นะคะ

หมอส้ม จิตแพทย์เชียงราย
หมอส้ม จิตแพทย์เชียงราย

จิตแพทย์ผู้มีความเชื่อว่า “คนเราจะใช้ชีวิตได้อย่างดี ไม่ใช่แค่มีร่างกายที่พร้อม หากแต่ต้องมีจิตใจที่พร้อมด้วย” จะมาแบ่งปันมุมมองความคิด เรื่องราว ความรู้ในการดูแลตัวเองและคนรอบข้างทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วคุณจะรู้ว่า ความสุข ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าจากที่แสนไกล แต่อยู่ใกล้แค่คืบใจเดียว